90 จำนวนผู้เข้าชม |
คดีนี้มีผู้ขอคำปรึกษาสอบถามมาจึงเสนอบทความให้ผู้เกี่ยวข้องทราบพอสังเขปดังนี้ครับ
บทนำ
หลังการหย่าร้าง “บุตร” มักกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระหว่างบิดาและมารดา โดยเฉพาะกรณีที่ในการหย่าไม่ได้ระบุว่าใครจะมีอำนาจปกครอง
เมื่อบิดาเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรมาตลอด อุปการะเลี้ยงดู ส่งเสียการศึกษา และดูแลใกล้ชิด ขณะที่มารดาได้สมรสใหม่และย้ายไปใช้ชีวิตกับครอบครัวใหม่
คำถามที่ศาลต้องพิจารณาคือ —
“ใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก?”
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง
“บิดามารดาทั้งสองฝ่ายยังคงมีอำนาจปกครองบุตรอยู่ร่วมกัน เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”
และ มาตรา 1566 วรรคสอง
“ศาลจะคำนึงถึงความประพฤติ ความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดู และประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ”
ดังนั้น การพิจารณาว่าใครควรได้อำนาจปกครองบุตร ไม่ใช่เพียงดูจากสิทธิในทางกฎหมาย แต่ศาลจะพิจารณาตาม “ประโยชน์สูงสุดของบุตร”
โดยดูจากปัจจัยหลัก ได้แก่
ความผูกพันของบุตรกับผู้ปกครอง
ความมั่นคงของชีวิต ความพร้อมทางเศรษฐกิจ และจิตใจ
ความประพฤติของแต่ละฝ่าย เช่น ความเสื่อมเสีย หรือการทอดทิ้ง
สิ่งแวดล้อมและโอกาสในการพัฒนาของบุตรในอนาคต
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
ฎีกาที่ 1345/2562
ศาลวินิจฉัยว่า บิดามีความประพฤติไม่เหมาะสม เพราะไปมีชู้และทอดทิ้งครอบครัว ศาลให้มารดาเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตร เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก
ฎีกาที่ 4569/2560
ศาลให้บุตรอยู่กับบิดา เนื่องจากมารดาได้แต่งงานใหม่และมิได้ดูแลบุตรมาเป็นเวลานาน อีกทั้งบิดาเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรอย่างต่อเนื่อง มีหลักฐานชัดว่าบุตรมีความผูกพันและมีความเป็นอยู่ดีภายใต้การดูแลของบิดา
ฎีกาที่ 5227/2559
เมื่อบุตรอยู่กับบิดามาเป็นเวลานาน และบิดาอุปการะเลี้ยงดูบุตรอย่างดี ขณะที่มารดาไปอยู่กับครอบครัวใหม่โดยไม่เหลียวแล ศาลให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง
ฎีกาที่ 6371/2555
แม้มารดาจะอ้างสิทธิในฐานะผู้ให้กำเนิด แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า มารดาไม่เหมาะสมในการเลี้ยงดูเพราะขาดความมั่นคงทางจิตใจ และมีพฤติกรรมไม่ดีต่อบุตร ศาลจึงให้บุตรอยู่ในอำนาจของบิดา
หลักที่สรุปจากแนวฎีกา
ศาลให้ความสำคัญกับ “ประโยชน์สูงสุดของบุตร” มากกว่าสถานะความเป็นบิดาหรือมารดา
หากฝ่ายใดเป็นผู้ดูแลบุตรอย่างต่อเนื่อง มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ จิตใจ และสังคม ศาลมักให้ฝ่ายนั้นใช้อำนาจปกครองบุตร
บทสรุป
ในกรณีที่บิดาเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรมาตลอดตั้งแต่หย่า ให้การศึกษา อุปการะ และบุตรมีความผูกพันกับบิดา
ขณะที่มารดามีครอบครัวใหม่และมิได้มีบทบาทในการเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง
ศาลมีแนวโน้มจะวินิจฉัยให้อำนาจปกครองอยู่กับ บิดา
เพราะสอดคล้องกับหลัก “ประโยชน์สูงสุดของบุตร” ตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย
อย่างไรก็ดี หากมารดาสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความพร้อมมากกว่าในปัจจุบัน ศาลก็อาจเปลี่ยนคำสั่งได้เช่นกัน
เพราะอำนาจปกครองบุตร สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง หากสภาพความเป็นอยู่ของเด็กเปลี่ยนไป
ข้อคิดจากทนายตรินัยน์
“คดีอำนาจปกครองบุตรไม่ใช่คดีแพ้–ชนะ แต่คือคดีที่ศาลมองว่า เด็กจะเติบโตได้ดีที่สุดกับใคร”
ดังนั้น การเก็บหลักฐานการเลี้ยงดู เช่น ใบเสร็จค่าเทอม ค่าใช้จ่าย บันทึกการสื่อสารกับโรงเรียน หรือภาพถ่ายกิจกรรมที่อยู่ร่วมกัน
เป็นสิ่งสำคัญในการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ใครคือผู้ที่อยู่เคียงข้างและอุปการะบุตรอย่างแท้จริงครับ
จัดทำโดย...ทนายตรินัยน์ นบ, เนติบัณฑิตไทย