37 จำนวนผู้เข้าชม |
บทนำ
ในทางปฏิบัติ มีผู้เช่าซื้อรถยนต์จำนวนไม่น้อย
ที่เมื่อผ่อนไปได้ระยะหนึ่งแล้ว นำรถไป “ขายต่อ” ให้บุคคลอื่น
โดยให้ผู้ซื้อรายใหม่ “ผ่อนต่ออีก 36 งวด” กับบริษัทไฟแนนซ์แทน
พร้อมอนุญาตให้ผู้ซื้อใช้รถได้ระหว่างที่ผ่อน
ปัญหามักเกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อ “ไม่ผ่อนต่อ” หรือ “ไม่คืนรถ”
ผู้เช่าซื้อเดิมจึงบอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกคืนรถ
ประเด็นสำคัญคือ —
สัญญาระหว่างผู้เช่าซื้อกับผู้ซื้อนั้นเป็น “สัญญาซื้อขาย” หรือ “สัญญาอื่น”?
และการฟ้องคดีนี้มี “ทุนทรัพย์” หรือไม่?
2. หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2.1 สภาพของทรัพย์สินเช่าซื้อ
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572
“ในสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อยังคงเป็นเจ้าของทรัพย์สินอยู่จนกว่าผู้เช่าซื้อจะใช้เงินครบถ้วนตามสัญญา”
แปลความว่า —
ในระหว่างที่ยังผ่อนไม่ครบ ผู้เช่าซื้อไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์
มีเพียงสิทธิครอบครองเพื่อใช้สอยเท่านั้น
ดังนั้น การที่ผู้เช่าซื้อนำรถไปทำสัญญา “ขาย” กับบุคคลอื่น
ย่อมไม่อาจถือเป็น “สัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน” ได้
เพราะผู้เช่าซื้อยังไม่มีสิทธิที่จะโอนกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 458
2.2 ลักษณะของสัญญาที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อวิเคราะห์ตามเนื้อหา
สัญญานี้จึงเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” (Reciprocal Contract)
ที่ต่างฝ่ายต่างมีหนี้ต้องชำระตอบแทนกัน
ฝ่ายผู้เช่าซื้อ (ผู้โอนสิทธิ) ให้สิทธิผู้ซื้อใช้สอยรถยนต์
ฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้รับสิทธิ) มีหน้าที่ผ่อนชำระค่างวดแทน
โดยสาระสำคัญของสัญญา ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์
แต่เป็นการ “มอบการครอบครองและสิทธิใช้สอย”
เพื่อแลกกับการที่อีกฝ่าย “ชำระหนี้แทน”
2.3 หนี้ตามสัญญาเป็น “หนี้การกระทำ” ไม่ใช่หนี้เงินทุนทรัพย์
หนี้ที่เกิดจากสัญญานี้ ไม่ใช่หนี้จากการซื้อขายทรัพย์
แต่เป็น “หนี้ที่ต้องกระทำการ” —
เช่น การคืนรถยนต์ หรือการผ่อนชำระตามงวด
ดังนั้นเมื่อผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา แล้วฟ้องให้คืนรถ
ถือเป็น คดีไม่มีทุนทรัพย์
เพราะมิได้ฟ้องเรียกเป็นเงินหรือเรียกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์
แต่เป็นการบังคับให้ “กระทำการคืนรถ” ตามสัญญา
3. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
ฎีกาที่ 3597/2541
ผู้เช่าซื้อรถยนต์ยังผ่อนไม่หมด ทำสัญญาซื้อขายรถกับบุคคลอื่น โดยให้ผู้ซื้อมาชำระค่างวดต่อแทน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวไม่ใช่สัญญาซื้อขาย เพราะผู้เช่าซื้อยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์
แต่เป็น “สัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อ” หรือ “สัญญาต่างตอบแทน” ซึ่งให้สิทธิครอบครองและใช้สอยแก่ผู้ซื้อแทน
ฎีกาที่ 2339/2538
ผู้เช่าซื้อโอนสิทธิครอบครองให้แก่บุคคลอื่น โดยให้ผู้รับช่วงผ่อนชำระแทน ถือเป็น การโอนสิทธิการเช่าซื้อ ไม่ใช่การขาย
หากผู้ให้เช่าซื้อ (บริษัทไฟแนนซ์) ไม่ยินยอม การโอนดังกล่าวไม่มีผลผูกพันต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์
ฎีกาที่ 3252/2566
ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญากับผู้รับสิทธิใช้รถ ให้คืนรถ แต่ผู้รับสิทธิไม่คืน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นหนี้การกระทำ (หนี้ส่งมอบการครอบครอง) ฟ้องบังคับคืนรถได้โดยไม่ต้องมีทุนทรัพย์ในคำฟ้อง
4. บทสรุป
ประเด็น
ข้อวินิจฉัย
ผู้เช่าซื้อยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ
ไม่มีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์
สัญญาที่ทำกับผู้ซื้อรายใหม่
เป็น “สัญญาต่างตอบแทน” หรือ “สัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อ”
การฟ้องให้คืนรถ
เป็น “คดีไม่มีทุนทรัพย์” (หนี้การกระทำ)
ผู้ซื้อไม่คืนรถ
ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาได้ และฟ้องบังคับคืนการครอบครอง
บริษัทไฟแนนซ์
ไม่ผูกพัน หากไม่ยินยอมให้โอนสิทธิการเช่าซื้อ
ข้อคิดจากทนายตรินัยน์ “สิทธิครอบครองไม่ใช่กรรมสิทธิ์ — และสัญญาผ่อนต่อไม่ใช่การซื้อขาย”
หากผู้เช่าซื้อคิดจะให้ผู้อื่นผ่อนต่อ ต้องทำเป็น “สัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อ” อย่างถูกต้อง
โดยต้องได้รับ “ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัทไฟแนนซ์”
ไม่เช่นนั้น สัญญาที่ทำไว้จะไม่มีผลในทางกฎหมาย
และหากเกิดข้อพิพาทขึ้น เช่น ผู้รับช่วงไม่ส่งงวดหรือไม่คืนรถ
ผู้เช่าซื้อเดิมสามารถ ฟ้องบังคับคืนรถได้
ในฐานะ “คดีไม่มีทุนทรัพย์” — เพราะเป็นหนี้การกระทำ ไม่ใช่หนี้ทรัพย์สินครับ
จัดทำโดย... ทนายตรินัยน์ นบ, เนติบัณฑิตไทย