โกหกในศาลแต่ไม่ผิดอาญา! กฎหมายแยกอย่างไรระหว่าง "ความจริง" กับ "ข้อสำคัญแห่งคดี

88 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โกหกในศาลแต่ไม่ผิดอาญา! กฎหมายแยกอย่างไรระหว่าง "ความจริง" กับ "ข้อสำคัญแห่งคดี

บทนำ
หลายคนเชื่อว่า “พูดโกหกในศาล = มีความผิดอาญาแน่นอน”
แต่ในความจริง... กฎหมายไม่ได้ลงโทษทุกคำโกหก

ในคดีหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งมั่นใจว่าคู่กรณี “เบิกความเท็จ”
จึงฟ้องข้อหาเบิกความเท็จด้วยความหวังว่าจะได้รับความยุติธรรม
แต่สุดท้าย ศาลฎีกากลับพิพากษายกฟ้อง — เพราะคำโกหกนั้น “ไม่ใช่ข้อสำคัญแห่งคดี”

คำถามคือ… “โกหกทั้งที่ศาลก็ฟังว่าผิด แต่ทำไมไม่ผิดอาญา?”
คำตอบอยู่ที่ “หลักกฎหมายว่าด้วยข้อสำคัญแห่งคดี” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายทุกคนต้องเข้าใจก่อนฟ้องคดีลักษณะนี้


ข้อเท็จจริงในคดี
เจ้าอาวาสวัด (โจทก์) ฟ้องจำเลยเพื่อเพิกถอนการโอนที่ดิน โดยอ้างว่า
จำเลยเป็นเพียงผู้ถือครองแทน แต่กลับนำที่ดินไปขายโดยพลการ

จำเลยให้การในศาลว่า “ตนซื้อที่ดินนั้นมาด้วยตนเอง ไม่ได้ถือครองแทนใคร”
ภายหลังศาลแพ่งวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลย “เป็นเท็จ” —
แต่ก็มีคำพิพากษา ยกฟ้องคดีแพ่ง เพราะเจ้าอาวาส ไม่มีอำนาจฟ้อง (เงินซื้อที่ดินเป็นของวัด)

เจ้าอาวาสจึงหันไปฟ้องจำเลยในคดีอาญา ฐาน “เบิกความเท็จ”
แต่ก็ต้องพบความจริงที่ขมขื่น — ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ไม่ผิดอาญา”


หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
“ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลในข้อสำคัญแห่งคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี...”
แปลว่า ไม่ใช่แค่พูดโกหกแล้วจะผิดทันที
แต่ต้องเป็น คำโกหกที่มีผลต่อการแพ้ชนะคดี หรือเป็น “ข้อสำคัญแห่งคดี”

“ข้อสำคัญแห่งคดี” หมายถึงอะไร?
คือ ข้อเท็จจริงที่ศาลใช้เป็นเหตุผลสำคัญในการตัดสินคดี
ถ้าศาลตัดสินคดีโดยอาศัยเหตุผลอื่น ไม่ได้พิจารณาคำโกหกนั้นเป็นหลัก
คำโกหกนั้นก็ “ไม่ถือเป็นข้อสำคัญแห่งคดี” และไม่เป็นความผิดอาญา


แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2656/2565
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

จำเลยเบิกความว่า “ซื้อที่ดินเอง” ทั้งที่ความจริง “ถือแทนเจ้าอาวาส” → เป็นคำเท็จจริง
แต่... ศาลแพ่ง ยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำโกหกนั้นเลย
ดังนั้น คำโกหกนี้ ไม่มีผลต่อข้อแพ้ชนะของคดี
คำเบิกความเท็จดังกล่าว “ไม่เป็นข้อสำคัญแห่งคดี”
จำเลยจึง “ไม่ต้องรับโทษอาญาฐานเบิกความเท็จ”

บทเรียนจากคดีนี้
 “พูดโกหก” ≠ “มีความผิดอาญา”
หากคำโกหกนั้นไม่เกี่ยวข้องกับผลของคดี เช่น
คดีแพ้เพราะไม่มีอำนาจฟ้อง หรือคดีขาดอายุความ
แม้จำเลยจะพูดเท็จจริง แต่ก็ ไม่เป็นความผิดอาญา

 ต้องตรวจสอบ “อำนาจฟ้อง” และ “สาระสำคัญของคดี” ก่อน
หากคดีหลักยังมีข้อบกพร่องในทางเทคนิค เช่น ฟ้องโดยไม่มีอำนาจ
ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามโกหกอย่างชัดเจน ก็ฟ้องอาญาเรื่องเบิกความเท็จไม่ได้

 ความจริงในชีวิต ≠ ความจริงในศาล
ศาลวัดผลจาก “ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญแห่งคดี” ไม่ใช่ทุกคำพูดที่ไม่จริง
เพราะกฎหมายต้องปกป้องการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างมีสาระสำคัญ
ไม่ใช่ใช้ศาลเป็นเวทีพิพาทเรื่องคำพูดทุกคำ


 แนวคำพิพากษาเปรียบเทียบ
 ฎีกาที่ 1928/2553
จำเลยเบิกความเท็จจริง แต่ศาลตัดสินคดีโดยอาศัยพยานเอกสารอื่น → “ไม่เป็นข้อสำคัญแห่งคดี”

ฎีกาที่ 2604/2544
จำเลยเบิกความเท็จเรื่องสิทธิครอบครอง ซึ่งศาลใช้เป็นเหตุวินิจฉัยตัดสินแพ้ชนะ → “เป็นข้อสำคัญแห่งคดี” มีความผิดอาญา

ฎีกาที่ 2656/2565 (คดีนี้)
ศาลแพ่งยกฟ้องด้วยเหตุ “ไม่มีอำนาจฟ้อง” → คำโกหกไม่เกี่ยวกับผลคดี → “ไม่เป็นข้อสำคัญแห่งคดี”


 บทสรุป
คดีนี้สอนให้รู้ว่า —

“กฎหมายไม่ได้ลงโทษทุกคำโกหก แต่ลงโทษเฉพาะคำโกหกที่มีผลต่อความยุติธรรมของคดี”
การฟ้องคดีอาญาในข้อหาเบิกความเท็จ จึงต้องมั่นใจว่า
 คำโกหกนั้นเป็น ข้อสำคัญแห่งคดี
 คดีหลักไม่มีข้อบกพร่องในเรื่อง “อำนาจฟ้อง” หรือ “อายุความ”
 ศาลได้ใช้คำโกหกนั้นในการตัดสินจริง

หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง การฟ้องอาญาอาจเสียเปล่า
และกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่เกิดผลทางคดี


 ข้อคิดจากทนายตรินัยน์     นบ, เนติบัณฑิตไทย
“ในห้องพิจารณา ความจริงไม่เพียงพอ — ต้องเป็นความจริงที่มีนัยทางกฎหมาย”
การวิเคราะห์คดีให้รอบด้าน ไม่ใช่เพียงเพื่อชนะคดีเท่านั้น
แต่เพื่อใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องลูกความโดยไม่หลงทางในความรู้สึกครับ 

จัดทำโดย......ทนายตรินัยน์    นบ, เนติบัณฑิตไทย

Powered by MakeWebEasy.com